แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรมพระธรรมนูญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรมพระธรรมนูญ แสดงบทความทั้งหมด

23 มกราคม 2559

ภาพเล่าเรื่อง ชุด นักกฎหมายสายทหาร ตอนที่ ๑ นายทหารพระธรรมนูญ

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลัง ( ย้อนซะเกือบเดือนเชียว อิอิ ) กลับมาพบกันอีกครั้งกับบันทึกนายทหารพระธรรมนูญ กรมทหารราบที่ ๑๕๑ 

บันทึกวันนี้ผู้เขียนขอเปลี่ยนแนวการนำเสนอ จากบทความตัวอักษรลายตาแบบเดิม มาเป็นภาพเล่าเรื่องแทนดูบ้าง อย่างที่ฮิตกันในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะ Facebook ในช่วงที่ผ่านมา ผู้เขียนเองก็ไม่อยากตกเทรนด์ เลยขอลองทำดูแบบเค้าบ้าง ( ทั้งที่ฝีมือด้านงานออกแบบกราฟฟิกยังไม่พ้นขั้นอนุบาล ) โดยเริ่มทำตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นผลงานองค์ความรู้พระธรรมนูญทหารรายเดือน ตามแผนการปฏิบัติภายในหน่วยของผู้เขียนเอง โดยจัดทำทั้งหมดสี่ชุด ซึ่งจะทยอยนำเสนอต่อ


เมื่อเริ่มต้นจัดทำภาพเล่าเรื่องเหล่านี้ในต้นเดือนธันวาคม แต่เนื่องจากมีภารกิจเร่งด่วนอื่นๆแทรกซ้อนเข้ามาอยู่เป็นระยะ งานชิ้นนี้จึงเพิ่งมาสำเร็จเสร็จสิ้นเอาในปลายเดือนมกราคมนี่เอง



 















































30 พฤศจิกายน 2558

ทบทวนความจำ -- ทำความรู้จัก ( เผื่อคุณจะรัก ) ศาลทหาร : ตอนที่ ๖ การอุทธรณ์ - ฎีกา และการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลทหาร



                        ๑. การอุทธรณ์ – ฎีกา
                       ๑.๑ เมื่อคู่ความหรือผู้มีสิทธิอุทธรณ์ – ฎีกา ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาหรือคำสั่ง ของศาลทหาร สามารถอุทธรณ์ – ฎีกาคำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไปยังศาลทหารชั้นสูงกว่า ดังนี้
                             ๑.๑.๑ อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารชั้นต้นต่อศาลทหารกลาง หรือฎีกาต่อศาลทหารสูงสุดโดยตรง ( อำนาจเพิ่มเติมของศาลทหารสูงสุด แก้ไขเพิ่มเติม ตาม พ.ร.บ.ศาลทหารฯ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๕๕๘ )
                               ๑.๑.๒ ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารกลาง ต่อศาลทหารสูงสุด
                       ๑.๒ ผู้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ – ฎีกา และระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ – ฎีกา ตามแผนภาพ
                       ๑.๓ ข้อห้ามในการอุทธรณ์ – ฎีกา ตามแผนภาพ
                   ๒. การบังคับตามคำพิพากษา
                       ๒.๑ ผู้ที่จะบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล คือ ผู้มีอำนาจลงโทษ ตาม พ.ร.บ.ศาลทหารฯ ( มาตรา ๖๕ ) คือ
                             ๒.๑.๑ นายทหารผู้บังคับบัญชาจำเลย ตำแหน่งชั้นผู้บังบัญชาการกองพลหรือเทียบเท่าขึ้นไป    หรือชั้นผู้บังคับกองพันขึ้นไป ในกรณีที่อยู่ต่างถิ่นกับผู้บังคับบัญชาตำแหน่งชั้นผู้บัญชาการกองพล
                             ๒.๑.๒ ผู้มีอำนาจแต่งตั้งศาลทหารชั้นต้น สั่งลงโทษได้ในกรณีที่จำเลยอยู่ต่างถิ่นกับผู้บังคับบัญชา หรือไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของทหาร
                             ๒.๑.๓ ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลประจำหน่วยทหารหรือศาลอาญาศึก สั่งลงโทษตามคำพิพากษาของศาลประจำหน่วยทหารหรือศาลอาญาศึกแล้วแต่กรณี
                       ๒.๒ การดำเนินการบังคับตามคำพิพากษาของศาลทหาร
                             ๒.๒.๑ คำพิพากษาของศาลทหารในเวลาปกติและศาลทหารในเวลาไม่ปกติ ให้ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษจัดการให้เป็นไปตามคำพิพากษา
                             ๒.๒.๒ คำพิพากษาของศาลพลเรือนที่ทำหน้าที่ศาลทหาร ( นั่งพิจารณา ณ    ศาลพลเรือน  และมีผู้พิพากษาพลเรือนเป็นตุลาการ : ตาม พ.ร.บ.ศาลทหารฯ มาตรา ๓๗ ) ให้ศาลนั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๔๕ วรรคหนึ่ง คือ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า ภายใต้เงื่อนไขและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
                             ๒.๒.๓ คำพิพากษาของศาลอาญาศึก   หรือศาลที่พิจารราพิพากษาคดีแทนศาลอาญาศึก ให้ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ จัดการให้เป็นไปตามคำพิพากษา เว้นแต่นักโทษประหารที่เป็นหญิงมีครรภ์ ให้รอให้คลอดบุตรก่อนแล้วจึงประหาร

                   ๒.๓ คดีที่มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต และสามารถอุทธรณ์ได้ ตาม พ.ร.บ.ศาลทหารฯ ถ้าไม่มีการอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นต้องส่งสำนวนคดีให้ศาลทหารกลางพิพากษายืนก่อนจึงจะถือว่าคำพิพากษาถึงที่สุด

15 ตุลาคม 2558

ก่อน ( กว่า ) จะมาเป็นนายทหารพระธรรมนูญ

บทความเปิดตัว “บันทึกนายทหารพระธรรมนูญ” บล็อกใหม่ของผู้เขียน หลังผ่านการสอบคัดเลือก ได้รับการแต่งตั้งและปฏิบัติราชการในตำแหน่งนายทหารพระธรรมนูญมาได้ระยะหนึ่ง จึงถือโอกาสในช่วงเวลาเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ เปิดพื้นที่ใหม่สำหรับนำเสนอบทความเพื่อแบ่งปันเรื่องราวการทำงานในฐานะทหารผู้ใช้กฎหมาย   เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจไม่มากก็น้อยหลายท่านคงจะรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ “ นายทหารพระธรรมนูญ ” ซึ่งบางท่านเรียกเพี้ยนเป็น “นายทหารรัฐธรรมนูญ ” บ้างไม่มากก็น้อย ในขณะที่บางท่านอาจจะรู้จักเพียงผิวเผินหรือไม่รู้จักเลยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก บทความแรกของ “ บันทึกนายทหารพระธรรมนูญ” วันนี้จึงขอแนะนำเส้นทางการทำงานของนายทหารพระธรรมนูญกันก่อน


นายทหารพระธรรมนูญคือใคร

นายทหารพระธรรมนูญ ( นธน.) ก็คือข้าราชการทหารฝ่ายกฎหมายของหน่วย  เทียบได้ประมาณนิติกร ที่ปรึกษากฎหมายขององค์กรหรือหน่วยงานเอกชน และบางครั้งก็อาจจะต้องปฏิบัติงานลักษะเดียวกับทนายความ คือ ว่าความแทนหน่วยหรือคนในหน่วยงานเดียวกับตน หรือบางทีก็ต้องเป็นเหมือนตำรวจในการทำหน้าที่สอบสวนคดีตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ( แต่ไม่ได้ไปไล่จับใครนะครับ เพราะหน้าที่นั้นมีสารวัตรทหาร หรือ สห.เขาทำอยู่แล้ว )

นายทหารพระธรรมนูญจะเป็นข้าราชการชั้นสัญญาบัตร  คือ มียศตั้งแต่ร้อยตรี ( ทหารบก ) เรือตรี              ( ทหารเรือ ) หรือเรืออากาศตรี ( ทหารอากาศ ) ขึ้นไป เหล่าพระธรรมนูญ สังกัดตามหน่วยทหารต่างๆ อย่างถ้าเป็นกองทัพบกก็ตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป หนึ่งกรมมีหนึ่งนาย      โดยมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแล คือ กรมพระธรรมนูญ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม


นายทหารพระธรรมนูญต้องทำอะไรบ้าง
หน้าที่ทั่วไปของนายทหารพระธรรมนูญ ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยนายทหารพระธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๙๙ หรือเรียกย่อๆว่า ขนธ.๙๙ มีอยู่ ๕ ประการ คือ
๑. สืบสวนและสอบสวนคดีตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา
     “สืบสวน” หมายถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานต่างๆตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ ( ซึ่งปกติทั่วไปจะเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ นายทหารพระธรรมนูญก็มีอำนาจหน้าที่นี้ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ) เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือเพื่อทราบรายละเอียดของความผิดที่มีผู้กระทำขึ้น
    “ สอบสวน ” หมายถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการอื่นๆของพนักงานสอบสวน ( ซึ่งปกติก็จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนั่นแหล่ะ ส่วนเจ้าหน้าที่อื่นๆที่จะเป็นพนักงานสอบสวนก็ต้องมีกฎหมายหรือคำสั่งรองรับ ) เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด หรือเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
๒. เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจจะเป็นกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง กฎหมายทหาร หรือกฎหมายพิเศษอื่นๆ แล้วแต่สถานการณ์และความจำเป็นที่ผู้บังคับบัญชาต้องการคำปรึกษา
๓. พิจารณาและเสนอความเห็นทางกฎหมาย ทางปกครอง และทางวินัย ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย
๔. ในทางวิทยาการ ให้หน่วยทหารพระธรรมนูญหน่วยรองฟังความเห็นนายทหารพระธรรมนูญหน่วยเหนือตามลำดับสายงาน ประมาณว่าผู้อาวุโสน้อยกว่าต้องฟังผู้มีอาวุโสสูงกว่านั่นแหล่ะครับ
๕. นอกจากนี้ให้มีอำนาจและหน้าที่อื่นๆตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ และระเบียบซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของนายทหารพระธรรมนูญ ซึ่งอำนาจหน้าที่ข้อนี้แหล่ะครับที่เป็นเสมือน ปลายเปิด ให้หน่วยงานต่างๆสามารถออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ กำหนดอำนาจหน้าที่เพิ่มเติมให้กับนายทหารพระธรรมนูญได้ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้ของเขตและไม่ขัดต่ออำนาจหน้าที่หลักโดยตรงตามที่กล่าวมา


อยากเป็นนายทหารพระธรรมนูญต้องทำอย่างไรบ้าง
ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า คุณสมบัติหลักๆของนายทหารพระธรรมนูญ ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยนายทหารพระธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๙๙ หรือ ขนธ.๙๙ ที่พูดถึงไปเมื่อสักครู่นี้ กำหนดไว้ว่านายทหารพระธรรมนูญต้องมีคุณสมบัติ ๕ ข้อ คือ
๑. เป็นนายทหารสัญญาบัตร อันนี้ไม่ได้หมายความว่าถ้าใครไม่ได้เป็นทหารหรือไม่ใช่นายทหารสัญญาบัตรแล้วจะเป็นนายทหารพระธรรมนูญไม่ได้นะครับ เพราะมีช่องทางการสอบคัดเลือกซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป ซึ่งเมื่อผ่านการสอบคัดเลือกแล้วก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารสัญญาบัตรเพื่อให้มีคุณสมบัติตามข้อแรกนี้
๒. อายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
๓. สอบความรู้ทางกฎหมายได้ปริญญาตรี หรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
๔. เป็นสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
    คุณสมบัติข้อนี้อาจจะมีบางคนเข้าใจผิดเหมือนที่ผู้เขียนเคยเข้าใจผิดจนเกือบจะพลาดโอกาสสอบมาแล้ว คือ ไม่จำเป็นว่าต้องเรียนจบเนติฯมาแล้วเท่านั้นที่จะถือว่าเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา แม้จะยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ถือว่าเป็นสมาชิกแล้ว เพราะสมาชิกเนติบัณฑิตยสภานั้นมี ๕ ประเภท คือ สมาชิกสามัญ สมาชิกวิสามัญ สมาชิกสมทบ ภาคีสมาชิก และสมาชิกกิตติมศักดิ์ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้วได้รับขึ้นทะเบียนเป็นสามัญสมาชิก ส่วนนักศึกษาถือเป็นสมาชิกประเภทภาคีสมาชิก หรือถ้าเป็นสมาชิกประเภทอื่นๆที่เหลือ ( ดูรายละเอียดได้จากข้อบังคับเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ.๒๕๐๗ ) ก็ถือว่ามีคุณสมบัติข้อนี้ที่สามารถเป็นนายทหารพระธรรมนูญได้เช่นกัน
๕. มีความประพฤติเหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่นายทหารพระธรรมนูญ
   ข้อนี้ทางกรมพระธรรมนูญได้กำหนดมาตรฐานคุณธรรมและจริยะรรมของนายทหารพระธรรมนูญไว้ ตามประกาศกรมพระธรรมนูญ เรื่อง มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานราชการในสายงานกรมพระธรรมนูญ ลงวันที่ ๖ กรกฎาคม พพ.ศ.๒๕๔๙ รายละเอียดจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

นอกจากนี้อาจมีคุณสมบัติอื่นๆเพิ่มเติมในการที่จะสมัครสอบ ตามที่หน่วยซึ่งจัดสอบจะกำหนด ตัวอย่างเช่น การสอบคัดเลือกเป็นนายทหารพระธรรมนูญในอัตราของกองทัพบกที่ผู้เขียนผ่านการสอบเข้ามานั้น กำหนดว่าผู้สมัครสอบต้องเป็นข้าราชการทหารชั้นประทวนของกองทัพบกที่รับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า ๖ ปี ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้มาสอบด้วย เป็นต้น  แต่ได้ยินแบบนี้ ผู้อ่านที่เป็นพลเรือนหรือข้าราชการทหารเหล่าทัพอื่นก็ไม่ต้องถอดใจไปนะครับ เพราะการสอบคัดเลือกนายทหารพระธรรมนูญนั้นมิได้มีเฉพาะของกองทัพบกที่เปิดรับเฉพาะข้าราชการทหารประทวนของเหล่าทัพเท่านั้น ยังมีเหล่าทัพอื่นๆที่เปิดรับสมัคร และบางทีก็อาจจะรับสมัครจากบุคคลภายนอก ซึ่งก็คงต้องติดตามข่าวสารการรับสมัครสอบในแต่ละครั้งไป

การสรรหานายทหารพระธรรมนูญ

นการเปิดสอบ หรือที่เรียกกันว่าการสรรหานายทหารพระธรรมนูญนั้น ปกติแล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กรมพระธรรมนูญ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมจะเป็นผู้ดำเนินการสรรหาโดยการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุในอัตราของเหล่าทัพต่างๆโดยพิจารณาจากการเสนอความต้องของเหล่าทัพ แต่ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางโดยให้แต่ละเหล่าทัพเป็นผู้สรรหา ( เปิดสอบ เองโดยความเห็นชอบของกรมพระธรรมนูญ

การเตรียมตัวสอบนั้น ขอบเขตวิชาที่ใช้ในการสอบคัดเลือกก็ขึ้นอยู่กับเหล่าทัพหรือหน่วยที่เปิดสอบ แต่โดยทั่วไปก็หนีไม่พ้นกฎหมายพื้นฐานทั่วไป อันได้แก่กฎหมาย ๔ มุมเมือง ( แพ่ง อาญา วิ.แพ่ง วิ.อาญา ) และกฎหมายที่ต้องใช้หรือต้องรู้ในราชการทหารหรือกระบวนการยุติธรรมทางทหาร เช่น กฎหมายอาญาทหาร กฎหมายศาลทหาร กฎหมายความมั่นคง เป็นต้น 

อย่างการสอบคัดเลือกของกรมพระธรรมนูญเพื่อคัดเลือกนายทหารพระธรรมนูญในอัตราของกองทัพบกในปีที่ผู้เขียนสอบคัดเลือกนั้น วิชาที่สอบประกอบด้วย ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายอาญาทหาร  กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระธรรมนูญศาลทหาร วิชาแบบธรรมเนียมทหาร       กฎหมายความมั่นคง ( พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ , พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในฯ , พ.ร.ก.การปฏิบัติราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ) ระเบียบงานสารบรรณ  และความรู้ทั่วไป ซึ่งก็สามารถหาสืบค้นหาข้อมูลสำหรับเตรียมตัวสอบได้ไม่ยาก จากหนังสือกฎหมายทั่วไป และข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต

การสอบ ( ในการจัดสอบโดยกรมพระธรรมนูญ ) จะมีสอบรอบ คือ รอบแรกสอบภาควิชาการ ( ข้อเขียน/อัตนัย ) และรอบสองสอบปากเปล่าและสอบสัมภาษณ์ โดยมีคณะกรรมการจากกรมพระธรรมนูญเป็นผู้คัดเลือก

หากจะถามถึงความยากง่ายของการสอบ ถ้าผู้เขียนตอบว่าไม่ยากก็อาจทำให้ผู้อ่านหลายท่านหมั่นไส้ ครั้นจะตอบในทางตรงข้ามก็เกรงว่าอาจทำให้หลายคนถอดใจละทิ้งโอกาสในการเข้ารับการสอบคัดเลือก อันจะส่งผลให้วงการพระธรรมนูญอาจจะพลาดโอกาสได้รับคนดีมีความรู้ความสามารถหลายท่านเหล่านั้นเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกครอบครัวทหารนักกฎหมายก็เป็นได้ งั้นผู้เขียนขอแสดงความเห็นแบบกลางๆว่า  มาตรฐานการสอบคัดเลือกของกรมพระธรรมนูญอยู่ในระดับที่สูงพอจะกลั่นกรองผู้ที่มีความรู้เพียงพอเพื่อเข้าไปปฏิบัติงาน แต่ก็มิได้ยากเสียจนพ้นวิสัยของนิติศาสตร์บัณฑิตทั่วไปที่จะผ่านการทดสอบ 

สำหรับในบางปีที่แต่ละเหล่าทัพจัดสอบเอง เช่นปีนี้ที่กรมยุทธศึกษาทหารบก เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนหรือทหารกองหนุนคุณวุฒิปริญญาเข้าเป้นนายทหารสัญญาบัตร ซึ่งมีตำแหน่งนายทหารพระธรรมนูญอยู่ด้วยนั้น ขอบเขตการสอบก็คงเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศหรือระเบียบการ ซึ่งมาตรฐานการคัดเลือกก็คงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ เพื่อคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาปฏิบัติงานด้านกฎหมายสายทหาร และในส่วนของความรู้ที่จะใช้ในประเมินเพื่อคัดเลือกนั้น ก็น่าจะวนเวียนอยู่ในแนวทางเดียวกับที่กรมพระธรรมนูญเป็นผู้จัดสอบเอง

ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ประสงค์จะเข้ารับการสอบคัดเลือกทุกคน ขอให้เชื่อมั่นในตนเอง ถ้ามีพื้นความรู้ดี  เตรียมตัวมาดี มีความตั้งใจที่จะเป็นทหารนักกฎหมาย ดาวประดับบ่าและเครื่องหมายพระดุลพ่าห์ ( สัญลักษณ์เหล่าพระธรรมนูญ ) คงไม่ไกลเกินไขว่คว้าแน่นอน