แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้บังคับบัญชา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้บังคับบัญชา แสดงบทความทั้งหมด

21 ตุลาคม 2558

ยศสูงกว่า ไม่ได้หมายความว่าเป็น " ผู้บังคับบัญชา" เสมอไป


                   ผู้เขียนเคยดูละครไทยที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับทหาร  ซึ่งมีบทพูดของตัวละครที่เป็นทหารยศสูงกว่า มักจะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้บังคับบัญชาของตัวละครที่เป็นทหารยศน้อยกว่า เช่น ตัวละครเป็นทหารสัญญาบัตรชั้นยศนายพัน กล่าวข่มตัวละครที่เป็นพลทหารว่า “ กล้าลองดีกับผู้บังคับบัญชาเหรอ! ” ทั้งที่พิจารณาตามเนื้อเรื่องแล้ว  ตัวละครที่เป็นพลทหารนั้นไม่ได้อยู่ในสังกัดหรือภายใต้การบังคับบัญชาของตัวละครที่กล่าวนั้นเลย

                หรือแม้แต่ในชีวิตจริง ก็มีหลายครั้งที่ผู้เขียนได้ยินนายทหารผู้ใหญ่บางท่านเรียกตัวเองว่าเป็นผู้บังคับบัญชาทุกครั้งหรือเกือบทุกครั้ง ในการสนทนากับผู้มียศต่ำกว่า  ไม่ว่าคู่สนทนานั้นจะเป็นผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนจริงๆหรือไม่

                  หรือหากไม่เช่นนั้น ทหารชั้นผู้น้อยเองก็จะเรียกนายทหารที่มียศสูงกว่า ( โดยเฉพาะชั้นสัญญาบัตร ) ว่า “ หัวหน้า ” หรือ “ เจ้านาย ” ( ตัวผู้เขียนเองก็เคยเรียกนายทหารผู้ใหญ่ชั้นยศนายพันที่มิได้มีตำแหน่งผู้บังคับหน่วยว่า “ หัวหน้า ” มาตั้งแต่เป็นนายสิบ ) เสมือนว่าผู้เรียกนั้นเป็น “ลูกน้อง” หรือบริวารของผู้ถูกเรียก ทั้งที่จริงบางทีแทบจะไม่มีโอกาสได้เฉียดไปทำงานเกี่ยวข้องกันเลยด้วยซ้ำ

                สถานการณ์เหล่านี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจไปว่า นายทหารที่มียศสูงกว่าจะต้องถือเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้มียศต่ำกว่าเสมอ   ซึ่งไม่เป็นจริงในทุกกรณี เพราะการมียศสูงกว่า อาจเป็นได้ทั้ง “ผู้บังคับบัญชา” หรือเป็นเพียง “ ผู้ใหญ่” ที่มีอาวุโสสูงกว่าเท่านั้น

                สองคำนี้มีสถานภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งควรทำความเข้าใจและแยกแยะให้ถูกต้อง เพราะจะส่งผลถึงการปฏิบัติตนในระบบการปกครองบังคับบัญชา รวมถึงการดำเนินการทางวินัยหรือกฎหมายทหารด้วย เช่น การกระทำความผิดต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ใหญ่ อัตราโทษที่จะได้รับจะแตกต่างกัน โดยการกระทำต่อผู้บังคับบัญชาจะมีโทษหนักกว่าการกระทำต่อผู้ใหญ่ซึ่งถ้าหากถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาเหมือนกันหมด ก็จะกลายเป็นว่าต้องรับโทษหนักทุกกรณี เท่ากับเพิ่มภาระกรรมให้ผู้กระทำโดยไม่สมควรแก่เหตุ

                ข้อแตกต่างระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใหญ่

                ผู้บังคับบัญชา คือ ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลทุกข์สุขของทหาร ทั้งรับผิดชอบในความประพฤติ การฝึกสอน การอบรม การลงทัณฑ์ ตลอดจนการสั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และให้ความดีความชอบแก่ทหารได้ โดยแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ
                ๑. ผู้บังคับบัญชาโดยตรง คือ ผู้บังคับบัญชาที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดสำหรับดูแลทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งจะมีเพียงคนเดียว เช่น ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพลทหารที่สังกัดหมู่ปืนเล็ก ก็คือผู้บังคับหมู่ , ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของกำลังพลในกองร้อยก็คือผู้บังคับกองร้อย เป็นต้น
                ๒. ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น คือ ผู้บังคับบัญชาที่อยู่เหนือขึ้นไปจากผู้บังคับบัญชาโดยตรง หรือเป็นเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาโดยตรงขึ้นไปอีก ซึ่งจะมีมากกว่าหนึ่งคน แล้วแต่ว่าสายการบังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไปจะยาวแค่ไหน เช่น ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นของพลทหารก็คือผู้บังคับหมวด ( ซึ่งอยู่เหนือผู้บังคับหมู่ที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ) ถัดขึ้นไปอีกก็เป็นผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับกองพัน เป็นต้น
                โดยปกติ ผู้บังคับบัญชาในหน่วยทหารปกติ ( หน่วยกำลังรบ ) ก็จะมีตำแหน่งหลักตายตัวอยู่แล้ว อย่างเช่นหน่วยทหารของกองทัพบกก็จะเริ่มตั้งแต่ผู้บังคับหมู่  ผู้บังคับหมวด   ผู้บังคับกองร้อย  ผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล แม่ทัพ ไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
                ส่วนในหน่วยที่มิใช่หน่วยกำลังรบ เช่น กอง แผนก ศูนย์ กรม หรือหน่วยสายวิทยาการ ก็จะมีผู้บังคับบัญชาชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ผู้อำนวยการกอง หัวหน้าแผนก ผู้บัญชาการศูนย์ เจ้ากรม ซึ่งถ้าจะเทียบตำแหน่งผู้บังคับบัญชาหลักในหน่วยกำลังรบ ก็จะใช้วิธีการเทียบจากอัตราเงินเดือน เช่น ผู้อำนวยการกองที่รับเงินเดือนอัตราพันเอก ( ชั้นยศพันเอก ) ก็จะเทียบเท่าผู้บังคับการกรมซึ่งรับอัตราเงินเดือนและชั้นยศพันเอกเช่นกัน เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดจะไม่ขอกล่าวในบทความนี้

                สำหรับ “ ผู้ใหญ่ ” หรือบางที่เรียกว่า ผู้ใหญ่เหนือตน นั้น คือ ผู้ที่มียศสูงกว่า แต่ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาตามที่กล่าวมาข้างต้น ไม่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการปกครอง บังคับบัญชาหรือให้คุณให้โทษได้ตามระเบียบ เช่น อยู่คนละสังกัด หรือสังกัดเดียวกันแต่ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชา หรือเป็นผู้บังคับบัญชาคนละฝ่ายที่แยกสายการบังคับบัญชาต่างหากจากกัน

                ถ้าจะเปรียบเทียบเป็นการลำดับญาติตามกฎหมาย
               ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ก็เปรียบเหมือนบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด มีหน้าที่ปกครองดูแล รับผิดชอบชีวิตลูกโดยตรง หากเรากระทำผิดต่อท่านก็จะต้องรับโทษหนักกว่ากระทำต่อบุคคลอื่นทั่วไป

                 ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เปรียบเหมือนบุพการีที่เหนือขึ้นไป คือ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด ฯลฯ

                “ ผู้ใหญ่ ” หรือ “ ผู้ใหญ่เหนือตน ” เปรียบเหมือนญาติผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะเป็นญาติห่างๆ เช่น ลุง ป้า น้า อา  ฯลฯ ที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการรับผิดชอบชีวิตของเรา แต่เป็นบุคคลที่เราควรต้องให้ความเคารพนับถือ และท่านสามารถว่ากล่าวตักเตือนเราได้


                ดังนั้น จึงคงไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า “ ผู้บังคับบัญชาทุกคนเป็นผู้ใหญ่ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่ทุกคนจะเป็นผู้บังคับบัญชาได้ ” ทั้งนี้ เพราะการจะเป็นผู้บังคับบัญชาได้นั้น จะต้องมีสิ่งที่รองรับให้เป็นได้ คือ ต้องอยู่ในตำแหน่งที่ระบุไว้ตามการจัดสายการบังคับบัญชา  หรือมีกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือแบบธรรมเนียมกำหนดไว้อย่างชัดเจน หรือมีการมอบอำนาจบังคับบัญชาจากผู้มีอำนาจฯ มิใช่ว่ามียศสูงกว่าแล้วจะถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้มียศต่ำกว่าทุกคนไป 

16 ตุลาคม 2558

ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา....ข้อหายอดฮิตของทหาร


การปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาถือเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของทหาร เพราะสะท้อนถึงความมีวินัยอันเป็นอัตตลักษณ์ประจำวิชาชีพ    ดังนั้นทหารทุกนายจึงจะได้รับการปลูกฝังให้ตระหนักถึงความสำคัญของคำสั่งผู้บังคับบัญชา และโทษที่เกิดจากการฝ่าฝืน ซึ่งมีตั้งแต่โทษทางวินัยเล็กๆน้อยๆไปจนถึงโทษทางอาญาแบบว่าส่งไปนอนในห้องขัง หรือหนักสุดคือใช้มาตรการทางปกครองปลดออกจากราชการกันเลยก็มี

ผู้เขียนเองก็เช่นเดียวกับทหารคนอื่นๆ ที่ได้ท่องตัวอย่างการกระทำความผิดวินัย ๙ ข้อ ( ตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร มาตรา ๕ ) มาตั้งแต่เป็นนักเรียนทหาร ซึ่งข้อแรกในเก้าข้อนั้นคือ ความผิดฐานดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และได้ยินฐานความผิดนี้บ่อยมากในการใช้เป็นข้อกล่าวหาเพื่อลงโทษแก่กำลังพล ซึ่งมองในแง่บวกก็ถือเป็นบังคับใช้กฎหมายรักษาระเบียบวินัยของทหาร ในขณะเดียวกัน ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง บางครั้งก็ดูเหมือนว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวกลับกลายเป็นเครื่องมือในการเล่นงานกำลังพลอย่างไม่เป็นธรรม หากขาดความรู้ความเข้าใจในการนำมาใช้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น บันทึกนายทหารพระธรรมนูญวันนี้จึงขอหยิบยกฐานความผิดนี้มาทำความเข้าใจกันในเบื้องต้

การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา หรือขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชานั้น อาจเป็นความผิดได้ทั้งทางวินัยและทางอาญา
ผิดทางวินัย คือ เป็นความผิดต่อแบบธรรมเนียม แนวทางปฏิบัติอันดีของทหาร ซึ่งผู้บังคับบัญชามีอำนาจพิจารณาลงทัณฑ์ได้ห้าอย่าง คือ ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กัก ขัง จำขัง ( ตาม พ.ร.บ.วินัยทหารฯ ซึ่งจะได้อธิบายในโอกาสต่อไป ) หรือถ้าลักษณะการกระทำและผลการกระทำเข้าข่ายผิดวินัยร้ายแรง ก็อาจถึงขั้นถูกใช้มาตรการทางปกครองด้วยการปลดออกจากราชการได้
ผิดทางอาญา คือ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ซึ่งต้องถูกดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมทางทหาร และอาจถูกพิพากษาลงโทษทางอาญาทหาร คือ จำคุก

การขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่จะเป็นความผิดทางวินัย
ตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร พ.ศ.๒๔๗๖ มาตรา ๕ บัญญัติว่า “ วินัยเป็นหลักสำคัญที่สุดสำหรับทหาร เพราะฉะนั้นทหารทุกคนจักต้องรักษาโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืนท่านให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิด
( วรรคสอง ) ตัวอย่างการกระทำความผิดวินัยทหารมีดังต่อไปนี้
( ) ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน.....”

จากบทบัญญัติที่ยกมา พฤติการณ์ที่จะเป็นการกระทำผิดวินัยทหารฐานดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน ตาม พ.ร.บ.วินัยทหารฯ มาตรา ๕ วรรคสอง () จะต้องประกอบด้วย
๑. ลักษณะการกระทำ
    - ดื้อ ขัดขืน คือ การไม่ปฏิบัติตาม ไม่ประพฤติตาม ด้วยการแสดงอาการแข็งกระด้าง
    - หลีกเลี่ยง คือ การไม่ประพฤติปฏิบัติตาม แต่มิได้แสดงออกในทางขัดขืนให้เห็น
    - ละเลย คือ ปล่อยปละละเลย ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่ในการปฏิบัติตามคำสั่งให้สำเร็จลุล่วง ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม

๒. การกระทำตามข้อ ๑ กระทำต่อ “ คำสั่ง ” ซึ่งก็ต้องมาพิจารณากันว่า คำสั่งแบบใดที่หากมีการดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามแล้วจะเป็นความผิดวินัย
    ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการสั่งการและประชาสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๗ บัญญัติถึงคำสั่งทางวินัยทหาร มี ๒ ประเภท คือ คำสั่งทั่วไป คือคำสั่งที่สั่งให้กำลังพลที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนราชการ หรือหน่วยทราบและปฏิบัติโดยทั่วกัน เช่น และคำสั่งเฉพาะ คือคำสั่งที่สั่งให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะปฏิบัติ
   และคำสั่งนั้นจะต้องมีลักษณะดังนี้
   - เป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อที่ ๓ ต่อไป
   - เป็นคำสั่งที่เป็นประโยชน์แก่ราชการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา
   - เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ
   - เป็นการสั่งการโดยทั่วไป มิได้เจาะจงแก่คนใดคนหนึ่ง ( ถ้าเจาะจงผู้ปฏิบัติจะเข้าลักษณะของคำสั่งตามประมวลกฎหมายอาญาทหารที่ฝ่าฝืนแล้วเป็นความผิดอาญา ทั้งนี้เป็นคนละลักษณะกับคำสั่งเฉพาะที่กล่าวมาก่อนหน้านี้  )
   - เป็นคำสั่งที่ใช้ได้ต่อเนื่องตลอดไป จนกว่าจะยกเลิก ( ถ้าเป็นคำสั่งที่เมื่อปฏิบัติตามแล้วสิ้นผลบังคับใช้ จะเข้าลักษณะคำสั่งตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ที่ฝ่าฝืนแล้วเป็นความผิดอาญา ดังที่จะอธิบายต่อไป  )

๓. คำสั่งนั้น ต้องเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งการ ( จะอธิบายในบทความเฉพาะเรื่องนี้ต่อไป )

หากครบองค์ประกอบข้างต้น ก็ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัยฐานดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจทำให้ถูกพิจารณาลงทัณฑ์หรือใช้มาตรการทางปกครองดังที่กล่าวมาข้างต้น


บันทึกฉบับต่อไปจะกล่าวถึง การขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่จะเป็นความผิดทางอาญา