แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้องเรียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้องเรียน แสดงบทความทั้งหมด

20 ตุลาคม 2558

การร้องทุกข์ กับ การร้องเรียน (ในทางทหาร)


          ในวงการราชการ เรามักจะได้ยินคำว่า “ ร้องทุกข์ ” และ “ ร้องเรียน ” อยู่ควบคู่กัน จนบางคนเข้าใจว่าเป็นคำๆเดียวกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ตามตัวบทกฎหมายแล้วมีรายละเอียดในการใช้ต่างกัน
( ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต )

การร้องทุกข์ ถ้าเป็นความหมายโดยทั่วไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อธิบายถึง “ คำร้องทุกข์ ” ว่าหมายถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่ามีผู้กระทำผิดขึ้น ไม่ว่าจะรู้ตัวผู้กระทำผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และเป็นการกล่าวหาโดยมีเจตนาเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ
        แต่ถ้าเป็นการร้องทุกข์ในทางทหาร พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.๒๔๗๖ มาตรา ๒๒ อธิบายว่า หมายถึง การชี้แจงของทหารว่าผู้บังคับบัญชากระทำแก่ตนด้วยการอันไม่เป็นยุติธรรม หรือผิดกฎหมาย หรือแบบธรรมเนียมทหารว่าตนมิได้รับผลประโยชน์หรือสิทธิตามที่ควรจะได้รับในราชการนั้น
       ดังนั้น การร้องทุกข์ของทหารจึงมีลักษณะเฉพาะมากกว่าการร้องทุกข์ของประชาชนทั่วไปตามกฎหมายพลเรือน อีกทั้งมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขมากกว่า ดังที่จะกล่าวต่อไป

       ส่วนการร้องเรียนนั้น คือการชี้แจงในลักษณะคล้ายกับการร้องทุกข์ แต่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการร้องทุกข์ตามที่กฎหมายว่าด้วยวินัยทหารกำหนด เช่น ผู้ร้องทุกข์เป็นผู้อื่นที่มิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ซึ่งถ้าเป็นกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของพลเรือนก็จะถือว่าเป็น “คำกล่าวโทษ”ตามมาตรา ๒ ( ) มิใช่ “ คำร้องทุกข์ ” ตามมาตรา ๒ ( )  เช่นเดียวกับในทางกฎหมายทหาร ที่หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์ แต่ยังอาจถือเป็นการร้องเรียน ซึ่งผู้รับเรื่องร้องเรียน ( ปกติก็จะเป็นผู้บังคับบัญชาทหารเช่นกัน ) อาจนำไปพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาตามที่ได้รับการร้องเรียนได้ เพียงแต่จะไม่มีสภาพบังคับให้ผู้บังคับบัญชาต้องพิจารณาเหมือนกับการร้องทุกข์ ( กล่าวคือ เป็นสิทธิของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาดำเนินการตามที่ได้รับร้องเรียนหรือไม่ก็ได้ หากไม่ดำเนินการก็ไม่ถือเป็นความผิด ต่างจากการร้องทุกข์ที่กระทำตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ถูกต้อง ถ้าผู้บังคับบัญชาที่รับการร้องทุกข์แล้วเพิกเฉย จะถือเป็นความผิด )

        ดังที่กล่าวว่า การร้องทุกข์นั้นมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเฉพาะ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ ซึ่งทหารที่มีความประสงค์จะร้องทุกข์ควรต้องทำความเข้าใจ เพื่อปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการร้องทุกข์ สรุปได้ดังนี้

        ประการแรก การร้องทุกข์เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ที่ได้ความเดือดร้อนจากการกระทำของผู้บังคับบัญชา ที่กระทำแก่ตนอย่างไม่ยุติธรรม ผิดกฎหมาย หรือไม่เป็นแบบธรรมเนียมทหาร  ดังนั้น ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรงเท่านั้นจึงจะมีสิทธิร้องทุกข์ห้ามมิให้มีการร้องทุกข์แทนผู้อื่น รวมถึงห้ามมิให้ลงชื่อรวมกันมาร้องทุกข์ เข้ามาร้องทุกข์พร้อมกันหลายคน และห้ามประชุมหารือเรื่องที่จะร้องทุกข์ ( พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ มาตรา ๒๓ )

        ประการที่สอง ช่วงเวลาที่จะร้องทุกข์ได้ คือ หลังจากเหตุที่ทำให้จะต้องร้องทุกข์ผ่านไปแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง และห้ามมิให้ร้องทุกข์ในเวลาเข้าแถว รวมพล หรือกำลังปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ( พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ มาตรา ๒๔  ) เหตุผลที่ห้ามร้องทุกข์ก่อนเวลาผ่านไปยี่สิบชั่วโมง ก็เพื่อให้ผู้ร้องทุกข์ได้พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน ไม่หุนหันพลันแล่นร้องทุกข์ด้วยอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ส่วนที่ห้ามมิให้ร้องทุกข์ในเวลาเข้าแถว รวมพล หรือปฏิบัติงาน ก็เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ให้เกิดความวุ่นวายหรือเสียหน้าที่ราชการ

        ประการที่สาม การที่ผู้ร้องทุกข์จะร้องทุกข์เพราะถูกผู้บังคับบัญชาลงทัณฑ์ ถ้าผู้บังคับบัญชามิได้ลงทัณฑ์เกินกว่าขอบเขตอำนาจที่กำหนดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ ห้ามมิให้ร้องทุกข์ว่าผู้บังคับบัญชาลงทัณฑ์แรงเกินไป ( พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ มาตรา ๒๕  )

        ประการที่สี่ การร้องทุกข์นั้นต้องร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้ที่กระทำให้ตนเดือดร้อน ถ้าไม่แน่ใจว่าเดือดร้อนเพราะใครทำ ก็ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตน เพื่อเสนอตามลำดับชั้นไปจนถึงผู้ที่มีอำนาจสั่งการไต่สวนและแก้ไขความเดือดร้อนให้ได้(มาตรา ๒๖ )

        ประการที่ห้า รูปแบบของการร้องทุกข์นั้น อาจร้องทุกข์ด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้ ถ้าร้องทุกข์ด้วยวาจา ผู้รับการร้องทุกข์จะต้องจดข้อความสำคัญของเรื่องที่ร้องทุกข์นั้น แล้วให้ผู้ร้องทุกข์ลงลายมือชื่อเป็นหลักฐาน ( มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง ) เช่นเดียวกับการร้องทุกข์เป็นหนังสือ ก็ต้องลงลายมือชื่อผู้ร้องทุกข์ด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นผู้บังคับบัญชาไม่มีหน้าที่ต้องพิจารณาคำร้องทุกข์นั้น ( มาตรา ๒๗ ) สรุปก็คือ เงื่อนไขประการหนึ่งของการร้องทุกข์ก็คือ ผู้ร้องทุกข์ต้องแสดงตนด้วยการลงลายมือชื่อ มิใช่เพียงกล่าวโทษลอยๆในลักษณะบัตรสนเท่ห์หรือลักษณะเป็นการฟ้อง บ่นหรือโวยวาย ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นก็คงไม่มีประโยชน์อันใด

        ประการที่หก ถ้าร้องทุกข์ตามเงื่อนไขและขั้นตอนที่กล่าวมาแล้ว แต่เมื่อผ่านไปสิบห้าวันแล้วเรื่องยังเงียบ ไม่ได้รับคำชี้แจงหรือการแก้ไขความเดือดร้อน ผู้ร้องทุกข์สามารถร้องทุกข์ใหม่ต่อผู้บังคับบัญชาลำดับที่สูงขึ้นไป เช่น ครั้งก่อนร้องทุกข์ต่อผู้บังคับกองร้อยแล้วเรื่องยังเงียบ ผ่านไปสิบห้าวันสามารถร้องทุกข์ใหม่ต่อผู้บังคับกองพันได้ โดยให้ชี้แจงในการร้องทุกข์ครั้งใหม่ด้วยว่า เคยร้องทุกข์ต่อใครมาแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ ( มาตรา ๒๘ )

        หรือหากร้องทุกข์ไปแล้วได้รับการชี้แจงจากผู้บังคับบัญชาที่รับเรื่องร้องทุกข์ไว้ แต่ผู้ร้องทุกข์ยังไม่หมดความสงสัย ( หรือที่เรียกกันว่ายังไม่เคลียร์ ) ก็สามารถร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปได้อีกเช่นกัน และก็ต้องชี้แจงเช่นเดียวกันว่าได้ร้องทุกข์เรื่องเดียวกันนั้นต่อใคร และได้รับการชี้แจงมาแล้วอย่างไร ( มาตรา ๓๐ ) ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชาลำดับสูงขึ้นไปที่รับเรื่องร้องทุกข์ได้พิจารณาการดำเนินการในครั้งก่อนๆถูกต้องชอบธรรมเพียงใด

        ประการที่เจ็ด เป็นบทบังคับสำหรับผู้บังคับบัญชาที่รับเรื่องร้องทุกข์ ให้ต้องรีบไต่สวนและจัดการแก้ไขความเดือดร้อนของผู้ร้องทุกข์ หรือชี้แจงให้ผู้ร้องทุกข์เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ห้ามมิให้เพิกเฉย มิฉะนั้นจะถือเป็นความผิดวินัยทหาร ( มาตรา ๒๙ )
        เช่นเดียวกับผู้ร้องทุกข์ หากร้องทุกข์ด้วยข้อความที่เป็นเท็จ หรือร้องทุกข์ผิดระเบียบที่กล่าวมา ก็ถือเป็นความผิดวินัยทหารด้วยเหมือนกัน ( มาตรา ๓๑ )

        จะเห็นได้ว่าแม้กฎหมายวินัยทหารจะเปิดช่องทางให้ทหารผู้น้อยมีโอกาสร้องทุกข์เพื่อให้มีการแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนได้ก็ตาม แต่การจะร้องทุกข์ในแต่ละครั้งก็ต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข มิฉะนั้นจะกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนมาทำให้ผู้ร้องทุกข์ตกเป็นผู้กระทำผิดวินัยเสียเอง
        ซึ่งจากบทบัญญัติเรื่องการร้องทุกข์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น  พ.อ.ธานินทร์  ทุนทุสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกองนิติธรรมทหาร กรมพระธรรมนูญ ได้กรุณาสรุปข้อห้ามในการร้องทุกข์ไว้ในบทความ “ การร้องทุกข์ ” ว่ามี ๑๒ ประการที่หากฝ่าฝืนแล้วถือเป็นการร้องทุกข์ที่ผิดระเบียบ ได้แก่
        ๑. ห้ามมิให้ร้องทุกข์แทนผู้อื่นเป็นอันขาด ( มาตรา ๒๓ )
        ๒. ห้ามมิให้ลงชื่อร่วมกันร้องทุกข์ ( กรณีร้องทุกข์เป็นหนังสือ ) ( มาตรา ๒๓ )
        ๓. ห้ามมิให้เข้ามาร้องทุกข์พร้อมกันหลายคน กรณีร้องทุกข์ด้วยวาจา ( มาตรา ๒๓ )
        ๔. ห้ามมิให้ประชุมกันเพื่อหารือเรื่องที่จะร้องทุกข์ ( มาตรา ๒๓ )
            **หมายเหตุ ในประเด็นนี้ พ.อ.ธานินทร์ตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นการประชุมหารือในเรื่องอื่นที่มิใช่เรื่องที่จะร้องทุกข์โดยตรง เช่น หารือว่าจะร้องทุกข์อย่างไรให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ เช่นนี้ก็ไม่ถือว่าเป้นข้อห้ามตามบทบัญญัตินี้
        ๕. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ในเวลาที่กำลังเข้าแถว ( มาตรา ๒๔ )
        ๖. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ในขณะกระทำหน้าที่ราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เวลาเป็นเวรยาม ( มาตรา ๒๔ )
        ๗. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ก่อนเวลาล่วงไปแล้ว ๒๔ ชั่วโมง นับตั้งแต่มีเหตุจะร้องทุกข์เกิดขึ้น ( มาตรา ๒๔ )
       ๘. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ว่าผู้บังคับบัญชาลงทัณฑ์แรงเกินไป ถ้าหากว่าผู้บังคับบัญชานั้นมิได้ลงทัณฑ์เกินอำนาจที่จะกระทำได้ตามความในหมวด ๓ แห่งพระราบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร
        ๙. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ข้ามชั้นผู้บังคับบัญชา ( มาตรา ๒๖ )
        ๑๐. ห้ามมิให้ร้องทุกข์โดยไม่ลงลายมือชื่อกรณีร้องทุกข์เป็นหนังสือ ( มาตรา ๒๗ )
       ๑๑. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ใหม่ เมื่อการร้องทุกข์ครั้งก่อนยังล่วงพ้นไปไม่เกิน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาตามระเบียบแล้ว ( มาตรา ๒๘ )
        ๑๒. ห้ามมิให้นำข้อความที่เป็นเท็จมาร้องทุกข์ ( มาตรา ๓๑  )

        นอกจากนี้ ผอ.กองนิติธรรมทหารฯยังได้เพิ่มคำอธิบายในตอนท้ายของบทความว่า การร้องทุกข์สามารถใช้ได้ทั้งในกรณีได้รับความเดือดร้อนจากการดำเนินการทั้งด้านวินัยและมาตรการด้านปกครอง เช่น กรณีกำลังพลถูกผู้บังคับบัญชาพักราชการ ปลดออกจากประจำการ หรือถอดยศทหาร ซึ่งส่งผลให้ไม่มีสภาพความเป็นทหารแล้วก็ตาม แต่กำลังพลผู้นั้นก็ยังสามารถใช้กระบวนการร้องทุกข์ได้  ทั้งนี้เป็นไปตามแนวคิดที่ว่า การร้องทุกข์เป็นกระบวนการหนึ่งที่เป็นเครื่องมือตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและความเหมาะสมในการดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา

        สำหรับในส่วนการปฏิบัติในการร้องเรียนนั้น หากเป็นการร้องเรียนของประชาชนต่อหน่วยงานทั่วไป การปฏิบัติก็คงไม่มีเงื่อนไขหลักเกณฑ์มากมายนัก เพราะเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานที่สามารถกระทำได้ภายใต้ขอบเขตแห่งกฎหมาย  ส่วนในทางทหารนั้นมีขั้นตอนการปฏิบัติในการร้องเรียนโดยคร่าวๆตามคำชี้แจงทหาร ที่ ๒/๗๘๔๐/๒๔๗๖ เรื่อง การร้องเรียน คือ ให้ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการแก้ไข หรือทำความเห็นเสนอขึ้นไปจนถึงผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการเพื่อดำเนินการ

        บันทึกนายทหารพระธรรมนูญฉบับนี้มิได้ต้องการชี้แนะให้ผู้อ่านโดยเฉพาะพี่น้องทหารเป็น “คนหัวหมอ” ที่ไม่พอใจสิ่งใดก็จะเอาแต่หาโอกาสร้องทุกข์หรือร้องเรียนอยู่ร่ำไป         ในขณะเดียวกันก็ไม่ประสงค์จะให้ก้มหน้ารับกรรมในทุกๆสถานการณ์ ในเมื่อมีแนวทางการปฏิบัติที่ชอบธรรมตามกฎหมาย ก็สมควรที่จะเรียนรู้และนำไปใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อปลดเปลื้องทุกข์ให้สามารถใช้ชีวิตและปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่ อันจะส่งผลดีต่อส่วนรวมต่อไป