แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายทหารพระธรรมนูญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายทหารพระธรรมนูญ แสดงบทความทั้งหมด

23 มกราคม 2559

ภาพเล่าเรื่อง ชุด นักกฎหมายสายทหาร ตอนที่ ๑ นายทหารพระธรรมนูญ

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลัง ( ย้อนซะเกือบเดือนเชียว อิอิ ) กลับมาพบกันอีกครั้งกับบันทึกนายทหารพระธรรมนูญ กรมทหารราบที่ ๑๕๑ 

บันทึกวันนี้ผู้เขียนขอเปลี่ยนแนวการนำเสนอ จากบทความตัวอักษรลายตาแบบเดิม มาเป็นภาพเล่าเรื่องแทนดูบ้าง อย่างที่ฮิตกันในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะ Facebook ในช่วงที่ผ่านมา ผู้เขียนเองก็ไม่อยากตกเทรนด์ เลยขอลองทำดูแบบเค้าบ้าง ( ทั้งที่ฝีมือด้านงานออกแบบกราฟฟิกยังไม่พ้นขั้นอนุบาล ) โดยเริ่มทำตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นผลงานองค์ความรู้พระธรรมนูญทหารรายเดือน ตามแผนการปฏิบัติภายในหน่วยของผู้เขียนเอง โดยจัดทำทั้งหมดสี่ชุด ซึ่งจะทยอยนำเสนอต่อ


เมื่อเริ่มต้นจัดทำภาพเล่าเรื่องเหล่านี้ในต้นเดือนธันวาคม แต่เนื่องจากมีภารกิจเร่งด่วนอื่นๆแทรกซ้อนเข้ามาอยู่เป็นระยะ งานชิ้นนี้จึงเพิ่งมาสำเร็จเสร็จสิ้นเอาในปลายเดือนมกราคมนี่เอง



 















































28 พฤศจิกายน 2558

ทบทวนความจำ --ทำความรู้จัก ( เผื่อคุณจะรัก ) ศาลทหาร : ตอนที่ ๔ หลักทั่วไปในการพิจารณาความของศาลทหาร การควบคุม การสอบสวน

             
                 ๑. การพิจารณาความในศาลทหารนั้น จะนำเอากฎ ข้อบังคับ ที่ออกตามกฎหมายฝ่ายทหารมาใช้ในการพิจารณา หากไม่มีกฎ ข้อบังคับเช่นว่านั้นที่จะนำมาใช้ได้ ก็จะนำเอาบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ( กฎหมายพลเรือน ) มาปรับใช้โดยอนุโลม ถ้าไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่จะปรับใช้ได้ ก็จะนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาปรับใช้ เท่าที่จะใช้ได้
                   ๒. การควบคุมผู้ต้องหาในกรณีพิเศษ ( มาตรา ๔๖ ) ที่แก้ไขเพิ่มตาม พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร ( ฉบับที่ ๘ ) พ.ศ.๒๕๕๘
                       ๒.๑ คำว่า “กรณีพิเศษ” คือ เมื่อมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นๆที่ทำให้ไม่อาจร้องขอให้ศาลสั่งขังผู้ต้องหาในคดีนั้นๆได้
                       ๒.๒ ผู้ต้องหาที่จะถูกควบคุมในกรณีพิเศษตามมาตรานี้ คือ บุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ซึ่งกระทำความผิดอาญา ไม่ว่าคดีอาญานั้นจะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทหารหรือไม่ก็ตาม
                       ๒.๓ ผู้ที่มีอำนาจควบคุมผู้ต้องหาในกรณีพิเศษตามมาตรานี้ คือ
                             ๒.๓.๑ ผู้บังคับบัญชาของผู้ต้องหา ตั้งแต่ระดับผู้บัญชาการกองพลขึ้นไป
                             ๒.๓.๒ ผู้บังคับบัญชาที่มีอาวุโสสูงสุดในพื้นที่ ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่มีผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๒.๓.๑ หรือผู้ต้องหาอยู่ต่างถิ่นกับผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๒.๓.๑
                       ๒.๔ กรอบระยะเวลาการควบคุมตัวผู้ต้องหาในกรณีพิเศษตามมาตรานี้
                             ๒.๔.๑ ในความผิดลหุโทษ สามารถควบคุมตัวได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ
                             ๒.๔.๒ ในความผิดที่มีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ควบคุมได้ไม่เกิน ๗ วัน
                             ๒.๔.๓ ในความผิดที่มีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกเกิน ๖ เดือน แต่ไม่ถึง ๑๐ ปี  ปรับเกิน ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ควบคุมได้ไม่เกิน ๔๘ วัน
                             ๒.๔.๔ ในความผิดที่มีอัตราโทษอย่างจำคุกตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป ไม่ว่าจะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ควบคุมได้ไม่เกิน ๘๔ วัน
                       ๒.๕ การควบคุมผู้ต้องหาในกรณีพิเศษตามมาตรานี้ ถือเป็นการควบคุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                   ๓. การสอบสวน
                       ๓.๑ ผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ประกอบด้วย
                             ๓.๑.๑ นายทหารพระธรรมนูญ
                             ๓..๑.๒ อัยการทหาร มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งให้ผู้มีหน้าที่สอบสวน ทำการสอบสวนเพิ่มเติม 
                             ๓.๑.๓ นายทหารสัญญาบัตรของหน่วย มีอำนาจหน้าที่สอบสวนตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา
                             ๓.๑.๔ พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                       ๓.๒ การสอบสวนของบุคคลตามข้อ ๓.๑ ถือเป็นการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

11 พฤศจิกายน 2558

( ทหาร )ทำผิดแล้วไปไหน?

                   หลายปีก่อน สมัยผู้เขียนเริ่มรับราชการเป็นนายสิบใหม่ มีรุ่นพี่นายสิบอาวุโสนายหนึ่งมักจะท่องกลอนบทหนึ่งที่แกเรียกว่าเป็น “บทกวีขี้เมา” ให้ฟังจนผู้เขียนจำได้แม่นยำ
                   “ คุกตะรางสร้างไว้อย่างแน่นหนา      
                      เพียงเพื่อขังหมูหมาก็หาไม่
                     ใช่เพียงขังคนชั่วโดยทั่วไป                     
                     คนธรรมดาก็ ( ถูก )ขังได้ ถ้า............”
                   ช่องว่างที่เว้นไว้ คือสาเหตุบางประการที่จะทำให้ทหารถูก “ สั่งขัง” ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี

                  บทกลอนดังกล่าวทำให้ผู้เขียนฉุกคิดขึ้นมาในตอนนั้นว่า คุกหรือห้องขัง ( ทางทหาร ) คือปลายทางอย่างเดียวสำหรับทหารที่กระทำผิด หรือถูกกระทำความผิดกระนั้นหรือ เพราะจากบทกลอนสะท้อนแนวคิดของนายสิบอาวุโสคนดังกล่าว ประกอบกับการได้เห็นเพื่อนร่วมงานบางคนถูก “สั่งขัง” เป็นว่าเล่น ก็เกือบจะทำให้ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆในตอนนั้น
                   จนกระทั่งผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษากฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายทหาร ทำให้ได้รับการไขข้อข้องใจว่า แท้จริงแล้ว ชะตากรรมของทหารที่กระทำผิดหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดนั้น มิใช่เพียงแต่จะถูกส่งไปนอนในพื้นที่ควบคุมของทหารตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีเส้นทางและกระบวนการดำเนินการโดยทางอื่นนอกเหนือจากการพิจารณาลงทัณฑ์โดยผู้บังคับบัญชาที่บางครั้งก็ไม่มีหลักประกันความเป็นธรรมเท่าที่ควร ซึ่งผู้เขียนได้ทำเป็นแผนผังเพื่อความเข้าใจตามที่แนบท้ายบทความนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ทหารที่กระทำผิดจะถูกแยกดำเนินการตามลักษณะความผิด ๔ ประเภทหลักๆ ได้แก่

             ๑. กรณีทหารกระทำผิดวินัยทหาร
             ๒. กรณีทหารกระทำผิดอาญา ซึ่งแยกย่อยออกเป็น กระทำผิดอาญาทหาร และกระทำผิดอาญาตามกฎหมายบ้านเมือง
              ๓. กรณีทหารกระทำผิดทางแพ่ง
            ๔. กรณีทหารกระทำผิดตามกฎหมายปกครอง ( กระทำผิดในฐานะเจ้าพนักงาน )

                   กรณีแรก เมื่อทหารกระทำผิดวินัยทหาร
                เป็นกรณีที่เกิดขึ้นมากที่สุดทหาร อาจเรียกได้แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทหารคนใดจะไม่เคยกระทำผิดวินัยทหาร เพราะวินัยทหารเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่กับทหารในฐานะที่เป็นเสมือนเครื่องมือควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยอันเป็นอัตตลักษณ์ประการหนึ่งของสังคมทหาร เฉกเช่นเดียวกับหลักศีลธรรมทางศาสนา หรือขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่กำหนดขึ้นเพื่อกำกับดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมพลเรือน
                   การกระทำผิดวินัยทหารก็เช่นเดียวกับการทำผิดหลักศีลธรรมหรือขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม  ที่มีตั้งแต่ความผิดเล็กๆน้อยๆซึ่งผู้กระทำผิดอาจเพียงได้รับการตักเตือนหรือคาดโทษ เพื่อมิให้กระทำการเช่นนั้นอีก  ไปจนถึงความผิดบางประการที่หนักหนาสาหัสต้องลงโทษสถานหนักเพื่อให้เข็ดหลาบและมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่กำลังพลอื่นๆ รวมไปถึงการกระทำความผิดอาญาทหารบางประการที่ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าเป็นการเล็กน้อยไม่สำคัญ ก็อาจจะพิจารณาให้ถือเป็นความผิดวินัย และดำเนินการทางวินัยแทนการดำเนินคดีในศาลได้ ( ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา ๘ )
                   การดำเนินการต่อทหารที่กระทำผิดวินัย จะไปตามดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา ประกอบหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.๒๔๗๖ ที่กำหนดแนวทางทั่วไปโดยกว้างๆในการพิจารณาเพื่อดำเนินการ เช่น ลักษณะการกระทำที่อาจถือเป็นความผิดวินัย       ขอบเขตอำนาจและวิธีการลงทัณฑ์สำหรับผู้กระทำผิด แนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
                   กระบวนการดำเนินการจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการกระทำความผิด  ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดนั้นได้กระทำผิดจริง อันจะเป็นการป้องกันมิให้มีการลงทัณฑ์โดยไม่เป็นธรรมหรือลงทัณฑ์แก่ผู้ที่ไม่มีความผิดชัดเจน ( พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯมาตรา ๑๓ ) โดยปกติจะใช้วิธีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในการกระทำความผิด ซึ่งสามารถใช้สำนวนการสอบสวนเป็นหลักฐานในการดำเนินการได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มิได้มีบทบังคับว่าทุกครั้งจะต้องมีการสอบสวนก่อนเท่านั้นจึงจะสามารถลงทัณฑ์ได้ ในกรณีที่มีหลักฐานอื่นๆที่แสดงให้เห็นว่าปรากฎความผิดชัดเจน ก็สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องมีการสอบสวน
                   เมื่อได้ผลการพิจารณาถ้วนถี่แล้วว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดจริง ก็จะได้รับผลแห่งการกระทำใน ๒ ลักษณะ ( อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง ) ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯมาตรา ๗ คือ
                   ประการแรก ถูกพิจารณาลงทัณฑ์โดยผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจพิจารณาลงทัณฑ์ในชั้นต่างๆ ตามที่ระบุไว้ตามมาตรา ๑๐ , ๑๑  แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ        โดยรูปแบบการลงทัณฑ์จะกระทำได้ ๕ ลักษณะ  ( พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯมาตรา ๘ , ๙ ) ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ( คาดโทษ,ทำทัณฑ์บน ) ทัณฑกรรม ( ให้ทำงานอื่นๆเพิ่มเติมจากหน้าที่ประจำ ) กัก ( จำกัดบริเวณให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนด )  ขัง ( ควบคุมตัวในห้องขังทหารหรือพื้นที่ที่กำหนด ) และจำขัง ( ฝากขังในเรือนจำทหาร ) โดยมีขอบเขตการลงทัณฑ์ของผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ในแต่ละระดับชั้นตามตารางกำหนดอำนาจการลงทัณฑ์ท้าย พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ ถ้าหากมีการลงทัณฑ์เกินขอบเขตอำนาจ หรือกระทำในรูปแบบอื่นๆนอกเหนือจาก ๕ ลักษณะที่กำหนด เช่น มีการลงมือทำร้ายร่างกาย แกล้งประจานให้ได้รับความอับอายหรือเสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่ถือว่าเป็นการลงทัณฑ์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติ
                   ประการที่สอง การดำเนินการทางปกครอง ด้วยการปลดออกกจากประจำการ หรือถูกถอดจากยศทหาร
                   - การปลดออกจากประจำการ ใช้ในกรณีผู้กระทำความผิดหรือมีลักษณะตามที่ระบุในคำสั่ง ทบ.ที่ ๑๗๖/๒๕๐๘ ลง ๑๐ มิ.ย.๒๕๐๘ เรื่อง การหมุนเวียนกำลังพล ซึ่งข้อ ๑ ของคำสั่งดังกล่าวระบุพฤติการณ์ ๑๑ ประการของข้าราชการที่หากกระทำจะต้องถูกปลดออกจากราชการทันที เช่น ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ( เป็นความผิดวินัยอย่างหนึ่ง ) จนเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการเป็นอันมาก ประมาทเลินเล่อในหน้าที่จนเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการเป็นอันมาก , ขาด – หนีราชการ เป็นต้น
                   -  การถอดยศทหาร ใช้สำหรับผู้ที่มีพฤติการณ์หรือลักษณะตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ.๒๕๐๗  ซึ่งมีหลายประการที่เป็นลักษณะเดียวกับพฤติการณ์ที่จะต้องปลดออกจากราชการทันทีตามคำสั่ง ทบ.ที่ ๑๗๖/๒๕๐๘ ซึ่งกล่าวไว้ข้างต้น เช่น ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หนีราชการทหารในเวลาประจำการ ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นต้น ดังนั้น ผู้กระทำผิดวินัยถึงขั้นถูกปลดจากราชการแล้วก็มักจะถูกถอดยศทหารด้วย เว้นเสียแต่ตามระเบียบกระทรวงกลาโหมที่กล่าวถึงจะมิได้บัญญัติไว้ว่าต้องถอดยศด้วย 
                   นอกจากนี้ผู้กระทำผิดวินัยยังอาจถูกดำเนินการโดยมาตรการทางปกครองอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น การสั่งพักราชการ ( ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการทหารพักราชการ พ.ศ.๒๕๐๘ ) การตัดหรืองดจ่ายเงินเดือน ( ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการตัด งด และจ่ายเงินเดือน พ.ศ.๒๕๐๔ ) เป็นต้น

                   กรณีที่สอง เมื่อทหารกระทำความผิดอาญา
                   การกระทำความผิดอาญา หมายถึง การกระทำผิดกฎหมายที่บัญญัติบทลงโทษทางอาญา เช่น โทษจำคุก โทษปรับ โทษประหารชีวิต ซึ่งสำหรับทหารแล้ว มีกฎหมายอาญาที่บังคับใช้อยู่สองประเภท คือ กฎหมายอาญาทหาร และกฎหมายอาญาทั่วไป ซึ่งหากทหารกระทำความผิดในแต่ละกลุ่มแล้วจะมีรายละเอียดกระบวนการดำเนินการที่แตกต่างกันไป ดังนี้
                   ๑. การกระทำความผิดอาญาทหาร ตามฐานความผิดต่างๆที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาทหารมาตรา ๑๓ – ๕๐ และมาตรา ๕๒  ๕๒ ผู้กระทำผิด ( ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตาม พ.ร.บ.ศาลทหาร มาตรา ๑๖ ) ต้องถูกดำเนินคดีในศาลทหาร โดยเริ่มจากการสอบสวนโดยผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทหาร ได้แก่ อัยการทหาร นายทหารพระธรรมนูญ  นายทหารสัญญาบัตรที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการสอบสวน หรือพนักงานสอบสวน ( ตำรวจ ) ก่อนจะรวบรวมสำนวนการสอบสวนส่งให้อัยการทหารเป็นผู้พิจารณายื่นฟ้องคดีต่อศาล จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลทหาร ซึ่งจะพิจารณาตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับซึ่งออกตามกฎหมายฝ่ายทหาร หากไม่มีกฎหมาย กฎ ข้อบังคับทางทหารที่จะปรับใช้ได้ ก็จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา   หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ( กฎหมายพลเรือน ) มาปรับใช้โดยอนุโลม เพื่อพิจารณาพิพากษาลงโทษต่อไป   ซึ่งโทษทางอาญาทหารตามประมวลกฎหมายอาญาทหารนั้น โดยหลักๆแล้วจะมีเพียงโทษจำคุกกับโทษประหารชีวิตเท่านั้น
                   ๒. การกระทำความผิดอาญาตามกฎหมายบ้านเมือง อันได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่นๆที่มีโทษทางอาญา เช่น พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ , พ.ร.บ.การจราจรทางบกฯ และ พ.ร.บ.ที่มีโทษทางอาญาอื่นๆ ทหารที่กระทำความผิดกฎหมายดังกล่าวจะถูกดำเนินคดีในสองลักษณะ ขึ้นอยู่กับผู้ร่วมกระทำความผิด อันได้แก่
                       ๒.๑ หากทหารกระทำผิดเพียงลำพัง หรือร่วมกระทำความผิดกับทหารด้วยกัน หรือกับบุคคลอื่นๆซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ( ตาม พ.ร.บ.ศาลทหารฯ มาตรา ๑๖ ) เช่น นักเรียนทหาร,  พลเรือนในสังกัดหน่วยงานทหาร ( เช่น ลูกจ้าง ) ที่กระทำผิดในหน้าที่ราชการทหารหรือทำผิดในพื้นที่ทหาร ,ผู้ที่ต้องขังหรืออยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเชลยศึก ซึ่งเท่ากับว่าผู้กระทำผิดทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลในอำนาจศาลทหาร จึงต้องถูกดำเนินคดีในศาลทหารตามที่กล่าวไว้ในข้อ ๑  ( แม้ว่าความผิดที่กระทำจะมิใช่ความผิดทางทหารก็ตาม ) เป็นการพิจารณาโดยยึดหลักเกณฑ์ที่ตัวบุคคลผู้กระทำผิด
                       ๒.๒  หากมีผู้ร่วมกระทำความผิดแม้เพียงคนใดคนหนึ่งที่เป็นพลเรือนซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร โดยมิใช่ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและความผิดที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะว่าผู้กระทำต้องขึ้นศาลทหารเท่านั้น ( เช่น ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗ – ๓๘/๒๕๕๗ , ฉบับที่ ๔๓/๒๕๕๗ ,ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ )  หรือหากเป็นความผิดที่กระทำนั้นเกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน คดีเหล่านี้จะถือว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ผู้กระทำความผิดจะต้องถูกส่งไปดำเนินคดีในศาลพลเรือน( ศาลยุติธรรม ) เท่านั้น ( ตาม พ.ร.บ.ศาลทหารฯ มาตรา ๑๔ ( ) ( ) และมาตรา ๑๕ วรรคแรก ) โดยเริ่มกระบวนการจากการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน ( กรณีมีผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้กระทำความผิดถูกจับกุมตัว )        เพื่อรวบรวมสำนวนการสอบสวนส่งพนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณา  หรือผู้เสียหายอาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลโดยตรง จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรม  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จนมีคำพิพากษาที่ทำให้คดีถึงที่สุด       ซึ่งอาจถูกลงโทษทางอาญาใน ๕ สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ( ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ )
                   หากมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือหนักกว่าจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ไม่ว่าจะเป็นคำพิพากษาของศาลทหารหรือศาลยุติธรรม ก็จะเข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องถูกปลดจากราชการ     ตามคำสั่ง ทบ.ที่ ๑๗๖/๒๕๐๘ ลง ๑๐ มิ.ย.๒๕๐๘ ข้อ ๑.๒ และต้องถูกถอดจากยศทหาร ตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ฯ ข้อ ๒.๒  

                   กรณีที่สาม เมื่อทหารกระทำผิดทางแพ่ง
                   การกระทำผิดทางแพ่ง คือ การกระทำผิดตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชน บุคคลทั่วไป อันได้แก่ การทำนิติกรรมสัญญารูปแบบต่างๆเช่น ซื้อขาย กู้ยืม ค้ำประกัน จำนอง จำนำ เป็นต้น , การทำละเมิดที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน , คดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือมรดก , คดีหนี้สินต่างๆ  ดังนี้เป็นต้น   ซึ่งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางแพ่งจะต้องถูกฟ้องร้องและดำเนินคดีในศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อให้ศาลพิจารณาพิพากษาให้บังคับคดีตามฟ้องของโจทก์ เช่น ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้ชำระหนี้ ให้กระทำการหรืองดเว้นการกระทำการต่างๆที่มีผลกระทบต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย
                   เมื่อทหารกระทำผิดทางแพ่ง เช่น เป็นหนี้แล้วไม่ชำระ กระทำละเมิดต่อผู้อื่นและถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ถูกภรรยาน้อยฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดู ฯลฯ หากผู้เสียหายฟ้องร้องและไม่สามารถไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมยอมความกันได้ ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยศาลยุติธรรมเพียงอย่างเดียว เพราะไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลทหาร ( ศาลทหารพิจารณาเฉพาะคดีอาญา )
                   กระบวนการพิจารณาคดีแพ่งของศาลยุติธรรม จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตั้งแต่มีการยื่นฟ้องจนกระทั่งมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งผู้กระทำผิดที่เป็นจำเลยในคดีอาจต้องรับโทษทางแพ่ง ซึ่งปกติก็คือการชำระหนี้ ชำระค่าเสียหาย หรือบังคับคดีตามฟ้องโจทก์ดังที่กล่าวข้างต้น ซึ่งแม้โทษจะไม่หนักเท่ากับคดีอาญา แต่ในบางคดีก็อาจส่งผลถึงสถานภาพหรือหน้าที่ราชการได้ เช่น ต้องคำพิพากษาว่ากระทำผิดทางแพ่งที่เข้าข่ายการประพฤติชั่วร้ายแรง  ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นคนล้มละลายเพราะทำหนี้สินขึ้น หรือต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดซึ่งเป็นการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่เป็นอันมาก ก็เข้าหลักเกณฑ์ที่จะถูกปลดออกจากราชการได้ และถ้าหากตกเป็นบุคคลล้มละลายเพราะทำหนี้สินขึ้นด้วยความทุจริตหรือเข้าข่ายประพฤติชั่วร้ายแรงก็ต้องถูกถอดจากยศทหาร ตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ฯ


                   กรณีที่สี่ เมื่อทหารกระทำผิดตามกฎหมายปกครอง
                   กฎหมายปกครอง เป็นกฎหมายมหาชนประเภทหนึ่ง ที่บัญญัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน รวมถึงกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อำนาจกับฝ่ายเอกชน ซึ่งตัวบทกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่      พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ , พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
                   ทหารและหน่วยงานทหารล้วนมีโอกาสตกเป็นผู้กระทำความตามกฎหมายปกครอง หรือที่เรียกว่า “ คดีปกครอง” ได้  เนื่องจากหน่วยทหารทุกระดับที่เป็นส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม ถือเป็น “หน่วยงานทางปกครอง” ตามความหมายของกฎหมายปกครอง และข้าราชการทหารในหน่วยทหารก็อาจเป็น “เจ้าหน้าที่ทางปกครอง ” ซึ่งซึ่งมีอำนาจในการ “ กระทำการทางปกครอง ” เช่น ออกคำสั่งทางปกครอง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรืออาจทำสัญญากับเอกชนในลักษณะที่เป็น “สัญญาทางปกครอง” ซึ่งหากปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ ก่อให้เกิดผลกระทบ ละเมิด หรือเกิดความเสียหายต่อคู่กรณี ก็อาจถูกฟ้องร้องเป็นคดีปกครองและถูกดำเนินคดีในศาลปกครอง
                   ยกตัวอย่าง  เช่น ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจออกคำสั่งเลื่อนชั้นเงินเดือน เลื่อนยศ คำสั่งปลด หรือคำสั่งปรับย้ายกำลังพลโดยมิชอบ ,   ข้าราชการทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวกระทำละเมิดต่อประชาชน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ( ซึ่งเป็นทั้งความผิดอาญาและอาจถูกดำเนินคดีปกครองด้วย ) ดังนี้เป็นต้น
                   เมื่อทหารหรือหน่วยทหารถูกฟ้องคดีปกครองโดยผู้เสียหายเป็นผู้ฟ้องคดี ก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาคดีโดยศาลปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีก็มีหน้าที่ยื่นคำให้การหรือพยานหลักฐานเพื่อแก้คดีเช่นเดียวกับจำเลยในศาลยุติธรรม โดยศาลจะพิจารณาโดยระบบไต่สวน คือ สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนอกเหนือจากพยานหลักฐานที่คู่กรณียื่นต่อศาลได้  เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อคู่กรณีมากที่สุด ก่อนจะมีคำพิพากษา โดยอาจสั่งให้เพิกถอนกฎ ระเบียบ คำสั่งตามถูกฟ้องว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติใดๆเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย แล้วแต่กรณี
                   โดยในการบังคับคดีปกครองนั้น ปกติแล้วเมื่อเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำผิดในทางปกครอง หลักกฎหมายปกครองบัญญัติให้ฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่นั้นๆ หน่วยงานจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วค่อยไปไล่เบี้ยเอากับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดภายหลัง
                   รายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการตามกฎหมายปกครองที่เกี่ยวกับทหารมีมากพอสมควร เกินกว่าที่จะนำมาอธิบายได้หมดในบทความนี้ ผู้เขียนจึงเพียงแต่สรุปภาพรวมในมุมกว้าง ซึ่งผู้สนใจสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์กรมพระธรรมนูญ สำนักงานพระธรรมนูญเหล่าทัพต่างๆ ศาลปกครอง และหนังสือที่น่าสนใจ เช่น คู่มือผู้บังคับหน่วยและฝ่ายอำนวยการทางทหารกับศาลปกครอง เขียนโดย  พล.ท.ทวี  แจ่มจำรัส เป็นต้น และหากมีโอกาส ผู้เขียนจะได้นำเสนอเรื่องนี้โดยเฉพาะต่อไป
                  
                   อย่างไรก็ตาม ผลแห่งการดำเนินการเมื่อทหารตกเป็นผู้กระทำผิดใน ๔ กรณีที่กล่าวมา ทหารผู้นั้นอาจได้รับผลแห่งการกระทำคือบทลงโทษตามผลการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาหรือโดยคำพิพากษาของศาล หรืออีกมุมหนึ่งก็อาจจะไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใดๆในกรณีผลแห่งการพิจารณาไม่สามารถเอาผิดกับผู้นั้นได้  เช่น พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิด ได้รับการปรานีผ่อนผัน หรือกรณีอื่นๆ
                   แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หากกระทำผิดจริงแล้ว โดยเฉพาะถ้ากระทำผิดโดยเจตนา แม้ว่าอาจจะรอดพ้นจากเงื้อมมือกฎหมาย แต่ผู้เขียนเชื่อว่าสุดท้ายก็หนีไม่พ้นกฎแห่งกรรม ที่ผู้ใดทำอะไรไว้ก็ต้องรับผลแห่งการกระทำของตน ดังที่มีคำกล่าวว่า “ บางครั้งกฎหมายอาจมีช่องโหว่ แต่กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ !!


21 ตุลาคม 2558

ยศสูงกว่า ไม่ได้หมายความว่าเป็น " ผู้บังคับบัญชา" เสมอไป


                   ผู้เขียนเคยดูละครไทยที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับทหาร  ซึ่งมีบทพูดของตัวละครที่เป็นทหารยศสูงกว่า มักจะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้บังคับบัญชาของตัวละครที่เป็นทหารยศน้อยกว่า เช่น ตัวละครเป็นทหารสัญญาบัตรชั้นยศนายพัน กล่าวข่มตัวละครที่เป็นพลทหารว่า “ กล้าลองดีกับผู้บังคับบัญชาเหรอ! ” ทั้งที่พิจารณาตามเนื้อเรื่องแล้ว  ตัวละครที่เป็นพลทหารนั้นไม่ได้อยู่ในสังกัดหรือภายใต้การบังคับบัญชาของตัวละครที่กล่าวนั้นเลย

                หรือแม้แต่ในชีวิตจริง ก็มีหลายครั้งที่ผู้เขียนได้ยินนายทหารผู้ใหญ่บางท่านเรียกตัวเองว่าเป็นผู้บังคับบัญชาทุกครั้งหรือเกือบทุกครั้ง ในการสนทนากับผู้มียศต่ำกว่า  ไม่ว่าคู่สนทนานั้นจะเป็นผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนจริงๆหรือไม่

                  หรือหากไม่เช่นนั้น ทหารชั้นผู้น้อยเองก็จะเรียกนายทหารที่มียศสูงกว่า ( โดยเฉพาะชั้นสัญญาบัตร ) ว่า “ หัวหน้า ” หรือ “ เจ้านาย ” ( ตัวผู้เขียนเองก็เคยเรียกนายทหารผู้ใหญ่ชั้นยศนายพันที่มิได้มีตำแหน่งผู้บังคับหน่วยว่า “ หัวหน้า ” มาตั้งแต่เป็นนายสิบ ) เสมือนว่าผู้เรียกนั้นเป็น “ลูกน้อง” หรือบริวารของผู้ถูกเรียก ทั้งที่จริงบางทีแทบจะไม่มีโอกาสได้เฉียดไปทำงานเกี่ยวข้องกันเลยด้วยซ้ำ

                สถานการณ์เหล่านี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจไปว่า นายทหารที่มียศสูงกว่าจะต้องถือเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้มียศต่ำกว่าเสมอ   ซึ่งไม่เป็นจริงในทุกกรณี เพราะการมียศสูงกว่า อาจเป็นได้ทั้ง “ผู้บังคับบัญชา” หรือเป็นเพียง “ ผู้ใหญ่” ที่มีอาวุโสสูงกว่าเท่านั้น

                สองคำนี้มีสถานภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งควรทำความเข้าใจและแยกแยะให้ถูกต้อง เพราะจะส่งผลถึงการปฏิบัติตนในระบบการปกครองบังคับบัญชา รวมถึงการดำเนินการทางวินัยหรือกฎหมายทหารด้วย เช่น การกระทำความผิดต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ใหญ่ อัตราโทษที่จะได้รับจะแตกต่างกัน โดยการกระทำต่อผู้บังคับบัญชาจะมีโทษหนักกว่าการกระทำต่อผู้ใหญ่ซึ่งถ้าหากถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาเหมือนกันหมด ก็จะกลายเป็นว่าต้องรับโทษหนักทุกกรณี เท่ากับเพิ่มภาระกรรมให้ผู้กระทำโดยไม่สมควรแก่เหตุ

                ข้อแตกต่างระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใหญ่

                ผู้บังคับบัญชา คือ ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลทุกข์สุขของทหาร ทั้งรับผิดชอบในความประพฤติ การฝึกสอน การอบรม การลงทัณฑ์ ตลอดจนการสั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และให้ความดีความชอบแก่ทหารได้ โดยแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ
                ๑. ผู้บังคับบัญชาโดยตรง คือ ผู้บังคับบัญชาที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดสำหรับดูแลทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งจะมีเพียงคนเดียว เช่น ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพลทหารที่สังกัดหมู่ปืนเล็ก ก็คือผู้บังคับหมู่ , ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของกำลังพลในกองร้อยก็คือผู้บังคับกองร้อย เป็นต้น
                ๒. ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น คือ ผู้บังคับบัญชาที่อยู่เหนือขึ้นไปจากผู้บังคับบัญชาโดยตรง หรือเป็นเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาโดยตรงขึ้นไปอีก ซึ่งจะมีมากกว่าหนึ่งคน แล้วแต่ว่าสายการบังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไปจะยาวแค่ไหน เช่น ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นของพลทหารก็คือผู้บังคับหมวด ( ซึ่งอยู่เหนือผู้บังคับหมู่ที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ) ถัดขึ้นไปอีกก็เป็นผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับกองพัน เป็นต้น
                โดยปกติ ผู้บังคับบัญชาในหน่วยทหารปกติ ( หน่วยกำลังรบ ) ก็จะมีตำแหน่งหลักตายตัวอยู่แล้ว อย่างเช่นหน่วยทหารของกองทัพบกก็จะเริ่มตั้งแต่ผู้บังคับหมู่  ผู้บังคับหมวด   ผู้บังคับกองร้อย  ผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล แม่ทัพ ไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
                ส่วนในหน่วยที่มิใช่หน่วยกำลังรบ เช่น กอง แผนก ศูนย์ กรม หรือหน่วยสายวิทยาการ ก็จะมีผู้บังคับบัญชาชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ผู้อำนวยการกอง หัวหน้าแผนก ผู้บัญชาการศูนย์ เจ้ากรม ซึ่งถ้าจะเทียบตำแหน่งผู้บังคับบัญชาหลักในหน่วยกำลังรบ ก็จะใช้วิธีการเทียบจากอัตราเงินเดือน เช่น ผู้อำนวยการกองที่รับเงินเดือนอัตราพันเอก ( ชั้นยศพันเอก ) ก็จะเทียบเท่าผู้บังคับการกรมซึ่งรับอัตราเงินเดือนและชั้นยศพันเอกเช่นกัน เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดจะไม่ขอกล่าวในบทความนี้

                สำหรับ “ ผู้ใหญ่ ” หรือบางที่เรียกว่า ผู้ใหญ่เหนือตน นั้น คือ ผู้ที่มียศสูงกว่า แต่ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาตามที่กล่าวมาข้างต้น ไม่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการปกครอง บังคับบัญชาหรือให้คุณให้โทษได้ตามระเบียบ เช่น อยู่คนละสังกัด หรือสังกัดเดียวกันแต่ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชา หรือเป็นผู้บังคับบัญชาคนละฝ่ายที่แยกสายการบังคับบัญชาต่างหากจากกัน

                ถ้าจะเปรียบเทียบเป็นการลำดับญาติตามกฎหมาย
               ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ก็เปรียบเหมือนบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด มีหน้าที่ปกครองดูแล รับผิดชอบชีวิตลูกโดยตรง หากเรากระทำผิดต่อท่านก็จะต้องรับโทษหนักกว่ากระทำต่อบุคคลอื่นทั่วไป

                 ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เปรียบเหมือนบุพการีที่เหนือขึ้นไป คือ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด ฯลฯ

                “ ผู้ใหญ่ ” หรือ “ ผู้ใหญ่เหนือตน ” เปรียบเหมือนญาติผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะเป็นญาติห่างๆ เช่น ลุง ป้า น้า อา  ฯลฯ ที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการรับผิดชอบชีวิตของเรา แต่เป็นบุคคลที่เราควรต้องให้ความเคารพนับถือ และท่านสามารถว่ากล่าวตักเตือนเราได้


                ดังนั้น จึงคงไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า “ ผู้บังคับบัญชาทุกคนเป็นผู้ใหญ่ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่ทุกคนจะเป็นผู้บังคับบัญชาได้ ” ทั้งนี้ เพราะการจะเป็นผู้บังคับบัญชาได้นั้น จะต้องมีสิ่งที่รองรับให้เป็นได้ คือ ต้องอยู่ในตำแหน่งที่ระบุไว้ตามการจัดสายการบังคับบัญชา  หรือมีกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือแบบธรรมเนียมกำหนดไว้อย่างชัดเจน หรือมีการมอบอำนาจบังคับบัญชาจากผู้มีอำนาจฯ มิใช่ว่ามียศสูงกว่าแล้วจะถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้มียศต่ำกว่าทุกคนไป 

20 ตุลาคม 2558

การร้องทุกข์ กับ การร้องเรียน (ในทางทหาร)


          ในวงการราชการ เรามักจะได้ยินคำว่า “ ร้องทุกข์ ” และ “ ร้องเรียน ” อยู่ควบคู่กัน จนบางคนเข้าใจว่าเป็นคำๆเดียวกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ตามตัวบทกฎหมายแล้วมีรายละเอียดในการใช้ต่างกัน
( ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต )

การร้องทุกข์ ถ้าเป็นความหมายโดยทั่วไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อธิบายถึง “ คำร้องทุกข์ ” ว่าหมายถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่ามีผู้กระทำผิดขึ้น ไม่ว่าจะรู้ตัวผู้กระทำผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และเป็นการกล่าวหาโดยมีเจตนาเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ
        แต่ถ้าเป็นการร้องทุกข์ในทางทหาร พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.๒๔๗๖ มาตรา ๒๒ อธิบายว่า หมายถึง การชี้แจงของทหารว่าผู้บังคับบัญชากระทำแก่ตนด้วยการอันไม่เป็นยุติธรรม หรือผิดกฎหมาย หรือแบบธรรมเนียมทหารว่าตนมิได้รับผลประโยชน์หรือสิทธิตามที่ควรจะได้รับในราชการนั้น
       ดังนั้น การร้องทุกข์ของทหารจึงมีลักษณะเฉพาะมากกว่าการร้องทุกข์ของประชาชนทั่วไปตามกฎหมายพลเรือน อีกทั้งมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขมากกว่า ดังที่จะกล่าวต่อไป

       ส่วนการร้องเรียนนั้น คือการชี้แจงในลักษณะคล้ายกับการร้องทุกข์ แต่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการร้องทุกข์ตามที่กฎหมายว่าด้วยวินัยทหารกำหนด เช่น ผู้ร้องทุกข์เป็นผู้อื่นที่มิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ซึ่งถ้าเป็นกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของพลเรือนก็จะถือว่าเป็น “คำกล่าวโทษ”ตามมาตรา ๒ ( ) มิใช่ “ คำร้องทุกข์ ” ตามมาตรา ๒ ( )  เช่นเดียวกับในทางกฎหมายทหาร ที่หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์ แต่ยังอาจถือเป็นการร้องเรียน ซึ่งผู้รับเรื่องร้องเรียน ( ปกติก็จะเป็นผู้บังคับบัญชาทหารเช่นกัน ) อาจนำไปพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาตามที่ได้รับการร้องเรียนได้ เพียงแต่จะไม่มีสภาพบังคับให้ผู้บังคับบัญชาต้องพิจารณาเหมือนกับการร้องทุกข์ ( กล่าวคือ เป็นสิทธิของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาดำเนินการตามที่ได้รับร้องเรียนหรือไม่ก็ได้ หากไม่ดำเนินการก็ไม่ถือเป็นความผิด ต่างจากการร้องทุกข์ที่กระทำตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ถูกต้อง ถ้าผู้บังคับบัญชาที่รับการร้องทุกข์แล้วเพิกเฉย จะถือเป็นความผิด )

        ดังที่กล่าวว่า การร้องทุกข์นั้นมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเฉพาะ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ ซึ่งทหารที่มีความประสงค์จะร้องทุกข์ควรต้องทำความเข้าใจ เพื่อปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการร้องทุกข์ สรุปได้ดังนี้

        ประการแรก การร้องทุกข์เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ที่ได้ความเดือดร้อนจากการกระทำของผู้บังคับบัญชา ที่กระทำแก่ตนอย่างไม่ยุติธรรม ผิดกฎหมาย หรือไม่เป็นแบบธรรมเนียมทหาร  ดังนั้น ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรงเท่านั้นจึงจะมีสิทธิร้องทุกข์ห้ามมิให้มีการร้องทุกข์แทนผู้อื่น รวมถึงห้ามมิให้ลงชื่อรวมกันมาร้องทุกข์ เข้ามาร้องทุกข์พร้อมกันหลายคน และห้ามประชุมหารือเรื่องที่จะร้องทุกข์ ( พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ มาตรา ๒๓ )

        ประการที่สอง ช่วงเวลาที่จะร้องทุกข์ได้ คือ หลังจากเหตุที่ทำให้จะต้องร้องทุกข์ผ่านไปแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง และห้ามมิให้ร้องทุกข์ในเวลาเข้าแถว รวมพล หรือกำลังปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ( พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ มาตรา ๒๔  ) เหตุผลที่ห้ามร้องทุกข์ก่อนเวลาผ่านไปยี่สิบชั่วโมง ก็เพื่อให้ผู้ร้องทุกข์ได้พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน ไม่หุนหันพลันแล่นร้องทุกข์ด้วยอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ส่วนที่ห้ามมิให้ร้องทุกข์ในเวลาเข้าแถว รวมพล หรือปฏิบัติงาน ก็เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ให้เกิดความวุ่นวายหรือเสียหน้าที่ราชการ

        ประการที่สาม การที่ผู้ร้องทุกข์จะร้องทุกข์เพราะถูกผู้บังคับบัญชาลงทัณฑ์ ถ้าผู้บังคับบัญชามิได้ลงทัณฑ์เกินกว่าขอบเขตอำนาจที่กำหนดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ ห้ามมิให้ร้องทุกข์ว่าผู้บังคับบัญชาลงทัณฑ์แรงเกินไป ( พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ มาตรา ๒๕  )

        ประการที่สี่ การร้องทุกข์นั้นต้องร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้ที่กระทำให้ตนเดือดร้อน ถ้าไม่แน่ใจว่าเดือดร้อนเพราะใครทำ ก็ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตน เพื่อเสนอตามลำดับชั้นไปจนถึงผู้ที่มีอำนาจสั่งการไต่สวนและแก้ไขความเดือดร้อนให้ได้(มาตรา ๒๖ )

        ประการที่ห้า รูปแบบของการร้องทุกข์นั้น อาจร้องทุกข์ด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้ ถ้าร้องทุกข์ด้วยวาจา ผู้รับการร้องทุกข์จะต้องจดข้อความสำคัญของเรื่องที่ร้องทุกข์นั้น แล้วให้ผู้ร้องทุกข์ลงลายมือชื่อเป็นหลักฐาน ( มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง ) เช่นเดียวกับการร้องทุกข์เป็นหนังสือ ก็ต้องลงลายมือชื่อผู้ร้องทุกข์ด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นผู้บังคับบัญชาไม่มีหน้าที่ต้องพิจารณาคำร้องทุกข์นั้น ( มาตรา ๒๗ ) สรุปก็คือ เงื่อนไขประการหนึ่งของการร้องทุกข์ก็คือ ผู้ร้องทุกข์ต้องแสดงตนด้วยการลงลายมือชื่อ มิใช่เพียงกล่าวโทษลอยๆในลักษณะบัตรสนเท่ห์หรือลักษณะเป็นการฟ้อง บ่นหรือโวยวาย ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นก็คงไม่มีประโยชน์อันใด

        ประการที่หก ถ้าร้องทุกข์ตามเงื่อนไขและขั้นตอนที่กล่าวมาแล้ว แต่เมื่อผ่านไปสิบห้าวันแล้วเรื่องยังเงียบ ไม่ได้รับคำชี้แจงหรือการแก้ไขความเดือดร้อน ผู้ร้องทุกข์สามารถร้องทุกข์ใหม่ต่อผู้บังคับบัญชาลำดับที่สูงขึ้นไป เช่น ครั้งก่อนร้องทุกข์ต่อผู้บังคับกองร้อยแล้วเรื่องยังเงียบ ผ่านไปสิบห้าวันสามารถร้องทุกข์ใหม่ต่อผู้บังคับกองพันได้ โดยให้ชี้แจงในการร้องทุกข์ครั้งใหม่ด้วยว่า เคยร้องทุกข์ต่อใครมาแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ ( มาตรา ๒๘ )

        หรือหากร้องทุกข์ไปแล้วได้รับการชี้แจงจากผู้บังคับบัญชาที่รับเรื่องร้องทุกข์ไว้ แต่ผู้ร้องทุกข์ยังไม่หมดความสงสัย ( หรือที่เรียกกันว่ายังไม่เคลียร์ ) ก็สามารถร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปได้อีกเช่นกัน และก็ต้องชี้แจงเช่นเดียวกันว่าได้ร้องทุกข์เรื่องเดียวกันนั้นต่อใคร และได้รับการชี้แจงมาแล้วอย่างไร ( มาตรา ๓๐ ) ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชาลำดับสูงขึ้นไปที่รับเรื่องร้องทุกข์ได้พิจารณาการดำเนินการในครั้งก่อนๆถูกต้องชอบธรรมเพียงใด

        ประการที่เจ็ด เป็นบทบังคับสำหรับผู้บังคับบัญชาที่รับเรื่องร้องทุกข์ ให้ต้องรีบไต่สวนและจัดการแก้ไขความเดือดร้อนของผู้ร้องทุกข์ หรือชี้แจงให้ผู้ร้องทุกข์เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ห้ามมิให้เพิกเฉย มิฉะนั้นจะถือเป็นความผิดวินัยทหาร ( มาตรา ๒๙ )
        เช่นเดียวกับผู้ร้องทุกข์ หากร้องทุกข์ด้วยข้อความที่เป็นเท็จ หรือร้องทุกข์ผิดระเบียบที่กล่าวมา ก็ถือเป็นความผิดวินัยทหารด้วยเหมือนกัน ( มาตรา ๓๑ )

        จะเห็นได้ว่าแม้กฎหมายวินัยทหารจะเปิดช่องทางให้ทหารผู้น้อยมีโอกาสร้องทุกข์เพื่อให้มีการแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนได้ก็ตาม แต่การจะร้องทุกข์ในแต่ละครั้งก็ต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข มิฉะนั้นจะกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนมาทำให้ผู้ร้องทุกข์ตกเป็นผู้กระทำผิดวินัยเสียเอง
        ซึ่งจากบทบัญญัติเรื่องการร้องทุกข์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น  พ.อ.ธานินทร์  ทุนทุสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกองนิติธรรมทหาร กรมพระธรรมนูญ ได้กรุณาสรุปข้อห้ามในการร้องทุกข์ไว้ในบทความ “ การร้องทุกข์ ” ว่ามี ๑๒ ประการที่หากฝ่าฝืนแล้วถือเป็นการร้องทุกข์ที่ผิดระเบียบ ได้แก่
        ๑. ห้ามมิให้ร้องทุกข์แทนผู้อื่นเป็นอันขาด ( มาตรา ๒๓ )
        ๒. ห้ามมิให้ลงชื่อร่วมกันร้องทุกข์ ( กรณีร้องทุกข์เป็นหนังสือ ) ( มาตรา ๒๓ )
        ๓. ห้ามมิให้เข้ามาร้องทุกข์พร้อมกันหลายคน กรณีร้องทุกข์ด้วยวาจา ( มาตรา ๒๓ )
        ๔. ห้ามมิให้ประชุมกันเพื่อหารือเรื่องที่จะร้องทุกข์ ( มาตรา ๒๓ )
            **หมายเหตุ ในประเด็นนี้ พ.อ.ธานินทร์ตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นการประชุมหารือในเรื่องอื่นที่มิใช่เรื่องที่จะร้องทุกข์โดยตรง เช่น หารือว่าจะร้องทุกข์อย่างไรให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ เช่นนี้ก็ไม่ถือว่าเป้นข้อห้ามตามบทบัญญัตินี้
        ๕. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ในเวลาที่กำลังเข้าแถว ( มาตรา ๒๔ )
        ๖. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ในขณะกระทำหน้าที่ราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เวลาเป็นเวรยาม ( มาตรา ๒๔ )
        ๗. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ก่อนเวลาล่วงไปแล้ว ๒๔ ชั่วโมง นับตั้งแต่มีเหตุจะร้องทุกข์เกิดขึ้น ( มาตรา ๒๔ )
       ๘. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ว่าผู้บังคับบัญชาลงทัณฑ์แรงเกินไป ถ้าหากว่าผู้บังคับบัญชานั้นมิได้ลงทัณฑ์เกินอำนาจที่จะกระทำได้ตามความในหมวด ๓ แห่งพระราบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร
        ๙. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ข้ามชั้นผู้บังคับบัญชา ( มาตรา ๒๖ )
        ๑๐. ห้ามมิให้ร้องทุกข์โดยไม่ลงลายมือชื่อกรณีร้องทุกข์เป็นหนังสือ ( มาตรา ๒๗ )
       ๑๑. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ใหม่ เมื่อการร้องทุกข์ครั้งก่อนยังล่วงพ้นไปไม่เกิน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาตามระเบียบแล้ว ( มาตรา ๒๘ )
        ๑๒. ห้ามมิให้นำข้อความที่เป็นเท็จมาร้องทุกข์ ( มาตรา ๓๑  )

        นอกจากนี้ ผอ.กองนิติธรรมทหารฯยังได้เพิ่มคำอธิบายในตอนท้ายของบทความว่า การร้องทุกข์สามารถใช้ได้ทั้งในกรณีได้รับความเดือดร้อนจากการดำเนินการทั้งด้านวินัยและมาตรการด้านปกครอง เช่น กรณีกำลังพลถูกผู้บังคับบัญชาพักราชการ ปลดออกจากประจำการ หรือถอดยศทหาร ซึ่งส่งผลให้ไม่มีสภาพความเป็นทหารแล้วก็ตาม แต่กำลังพลผู้นั้นก็ยังสามารถใช้กระบวนการร้องทุกข์ได้  ทั้งนี้เป็นไปตามแนวคิดที่ว่า การร้องทุกข์เป็นกระบวนการหนึ่งที่เป็นเครื่องมือตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและความเหมาะสมในการดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา

        สำหรับในส่วนการปฏิบัติในการร้องเรียนนั้น หากเป็นการร้องเรียนของประชาชนต่อหน่วยงานทั่วไป การปฏิบัติก็คงไม่มีเงื่อนไขหลักเกณฑ์มากมายนัก เพราะเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานที่สามารถกระทำได้ภายใต้ขอบเขตแห่งกฎหมาย  ส่วนในทางทหารนั้นมีขั้นตอนการปฏิบัติในการร้องเรียนโดยคร่าวๆตามคำชี้แจงทหาร ที่ ๒/๗๘๔๐/๒๔๗๖ เรื่อง การร้องเรียน คือ ให้ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการแก้ไข หรือทำความเห็นเสนอขึ้นไปจนถึงผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการเพื่อดำเนินการ

        บันทึกนายทหารพระธรรมนูญฉบับนี้มิได้ต้องการชี้แนะให้ผู้อ่านโดยเฉพาะพี่น้องทหารเป็น “คนหัวหมอ” ที่ไม่พอใจสิ่งใดก็จะเอาแต่หาโอกาสร้องทุกข์หรือร้องเรียนอยู่ร่ำไป         ในขณะเดียวกันก็ไม่ประสงค์จะให้ก้มหน้ารับกรรมในทุกๆสถานการณ์ ในเมื่อมีแนวทางการปฏิบัติที่ชอบธรรมตามกฎหมาย ก็สมควรที่จะเรียนรู้และนำไปใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อปลดเปลื้องทุกข์ให้สามารถใช้ชีวิตและปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่ อันจะส่งผลดีต่อส่วนรวมต่อไป